Incentive Europe
ภาพปกบทความงบทริปองค์กรยุโรปต่อคน

ทริปองค์กรยุโรปงบเท่าไรต่อคน

23 มิถุนายน 2569 3 นาทีอ่านคู่มือจัดทริปองค์กร

ตัวเลขนี้ควรใช้เป็น "งบตั้งต้นเพื่อคุยในองค์กร" มากกว่าจะมองเป็นราคาตายตัว เพราะงบจริงยังขึ้นกับฤดูกาล, เมืองที่เลือก, จำนวนคืน, ระดับโรงแรม, รูปแบบมื้อพิเศษ และงาน MICE ที่ใส่เพิ่มเข้าไป เช่น gala dinner หรือห้องประชุมครึ่งวันถึงเต็มวัน หากต้องใช้วีซ่าเชงเก้นด้วย European Commission ระบุว่าค่าธรรมเนียมวีซ่าผู้ใหญ่ปัจจุบันอยู่ที่ 90 ยูโร และอาจมีค่าบริการศูนย์รับคำร้องเพิ่มอีกตามประเทศ

งบทริปองค์กรยุโรปต่อคนอยู่ช่วงไหน?

กรณีที่อิงจาก 10 โปรแกรมยุโรปของ BENS ช่วงงบที่ใช้อ้างอิงได้จริงคือ 135,000-175,000 บาทต่อคน สำหรับทริป 6-7 วัน โดยต่างกันตามประเทศและระดับประสบการณ์ที่ใส่ในโปรแกรม ไม่ได้มีเพียงจำนวนวันอย่างเดียว

เส้นทางวันราคาเริ่มต้นต่อคนเหมาะกับบริษัทแบบไหน
อิสตันบูล-คัปปาโดเกีย6135,000 บาทอยากได้ภาพจำแรง คุมงบได้ง่าย
บาร์เซโลนา-คอสตาบราวา6150,000 บาทชอบอาหาร งานเลี้ยง และบรรยากาศชายฝั่ง
โรม-ทัสคานี7155,000 บาทเน้นวัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมทีม
เวียนนา-ปราก7155,000 บาทอยากได้เมืองสวย มี venue คลาสสิก
เอเธนส์-ซานโตรินี6155,000 บาทใช้เป็น reward trip หรือ dealer trip
อัมสเตอร์ดัม-บรูจส์7160,000 บาทต้องการเมืองเดินง่าย พิพิธภัณฑ์ และคลองมรดกโลก
ปารีส-โกตดาซูร์7165,000 บาทเหมาะกับทริปรางวัลหรือผู้บริหาร
มิวนิก-บาวาเรียนแอลป์ส6165,000 บาทอยากได้บาลานซ์เมือง งานทีม และธรรมชาติ
ลอนดอน-คอตส์โวลด์ส7170,000 บาทเน้นภาพลักษณ์องค์กรและโปรแกรมพรีเมียม
สวิสแอลป์ส6175,000 บาทงบสูง เน้น wow factor และวิวระดับ flagship

งบช่วง 135,000-150,000 บาทต่อคน เหมาะกับเส้นทางที่คุมต้นทุนง่ายกว่า

ช่วงนี้มักเหมาะกับองค์กรที่อยากได้ยุโรปเป็นรางวัลที่ดูมีระดับ แต่ยังต้องคุมงบให้ชัดตั้งแต่ต้น เช่น ตุรกีหรือสเปน ซึ่งยังให้ภาพจำด้านสถาปัตยกรรม, อาหาร, และกิจกรรมกลุ่มได้ดี โดยไม่ดันต้นทุนต่อคนขึ้นเร็วเท่ากลุ่มสวิตเซอร์แลนด์หรือสหราชอาณาจักร

ในเชิงปฏิบัติ เส้นทางระดับนี้มักเหมาะกับกรุ๊ปที่ต้องการ 1 ประเทศหลักหรือ 1 ประเทศกับเมืองรองไม่กี่จุด เพื่อให้ค่ารถ, ค่าขนกระเป๋า, และเวลาการย้ายเมืองยังอยู่ในระดับควบคุมได้ ถ้าบริษัทมีผู้ร่วมเดินทางจำนวนมาก งบช่วงนี้ยังเปิดทางให้ใส่มื้อพิเศษหรือกิจกรรมทีมได้โดยไม่กระโดดข้ามเพดานเร็วเกินไป

งบช่วง 155,000-165,000 บาทต่อคน คือ sweet spot ของทริปองค์กรยุโรป

ช่วงกลางนี้มักเป็นงบที่องค์กรไทยใช้บ่อยที่สุด เพราะเริ่มเข้าถึงเส้นทางยอดนิยมอย่างอิตาลี, ออสเตรีย-เช็ก, เนเธอร์แลนด์-เบลเยียม หรือฝรั่งเศสได้ โดยยังรักษาสมดุลระหว่างประสบการณ์, ภาพลักษณ์, และความเป็นไปได้ในการขออนุมัติ

ข้อดีของระดับงบนี้คือบริษัทสามารถเลือกเส้นทางที่ "มีเรื่องเล่า" มากขึ้น เช่น เมืองประวัติศาสตร์, มื้อไวน์หรือ fine dining, กิจกรรมสร้างสัมพันธ์ในเมืองเก่า, และห้องประชุมหรือ private venue ที่ดูจริงจังพอสำหรับงานองค์กร ทำให้เหมาะกับทั้ง incentive trip, dealer trip และ study trip ที่ต้องมีบางช่วงของงานเป็นทางการ

งบช่วง 170,000-175,000 บาทต่อคน เหมาะกับทริประดับผู้บริหารหรือ top performers

กรณีที่บริษัทต้องการภาพจำแบบ flagship route งบจะขยับขึ้นไปที่ลอนดอนหรือสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีค่าที่พักและการเข้าถึงประสบการณ์พรีเมียมสูงกว่าเมืองยุโรปตอนใต้หลายแห่งอย่างเห็นได้ชัด

เส้นทางกลุ่มนี้เหมาะเมื่อเป้าหมายไม่ได้มีเพียงพาทีมไปเที่ยว แต่ต้องการให้ทริปทำหน้าที่เป็นรางวัลระดับสูง, สร้างความภูมิใจภายในองค์กร, หรือใช้รับรอง dealer และ partner สำคัญที่บริษัทต้องการลงทุนกับประสบการณ์โดยตรง

คอลลาจสถานที่ยอดนิยมของทริปองค์กรยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ปารีส และคัปปาโดเกีย
คอลลาจสถานที่ยอดนิยมของทริปองค์กรยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ปารีส และคัปปาโดเกีย

อะไรทำให้งบทริปยุโรปต่อคนต่างกันมาก?

ปัจจัยหลักมี 4 กลุ่มคือเส้นทางและจำนวนเมือง, ระดับที่พักและมื้ออาหาร, องค์ประกอบ MICE ที่ใส่เพิ่ม, และค่าใช้จ่ายคงที่ด้านเอกสารเดินทาง การดูเฉพาะจำนวนวันอย่างเดียวจึงมักทำให้งบคลาดเคลื่อน

จำนวนประเทศและความซับซ้อนของ route มีผลกับรถ เวลา และทีมหน้างาน

ทริปที่อยู่เมืองเดียวทั้งทริปหรือย้ายไม่กี่ครั้งมักควบคุมงบง่ายกว่าทริปหลายประเทศ เพราะต้นทุนไม่ได้เพิ่มแค่ระยะทาง แต่เพิ่มทั้งเวลารถ, คนขับตามกฎหมายท้องถิ่น, การจัดการกระเป๋า, และเวลาที่เสียระหว่างการเดินทาง

ตัวอย่างเช่น เส้นทางปารีส-โกตดาซูร์หรืออัมสเตอร์ดัม-บรูจส์แม้ดูเป็น 2 เมืองหลัก แต่แต่ละจุดมีธรรมชาติของการย้ายเมืองต่างกัน บาง route ใช้รถโค้ชได้คล่อง บาง route ต้องมี rail segment หรือ flight ภายในเพิ่ม ซึ่งส่งผลกับงบต่อคนทันที โดยเฉพาะเมื่อกรุ๊ปมีสัมภาระงานอีเวนต์หรือของรางวัลร่วมทาง

ระดับโรงแรมและทำเลในเมืองหลักคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่ง

ยุโรปเป็นปลายทางที่ทำเลส่งผลกับงบมากกว่าในเอเชียบางประเทศ โรงแรม 4-5 ดาวในใจกลางปารีส, ลอนดอน หรือซูริคอาจทำให้งบรวมขยับขึ้นมาก แม้จำนวนคืนจะเท่ากับเมืองอื่นก็ตาม

ในมุมองค์กร การเลือกที่พักไม่ได้เป็นแค่เรื่องความสวย แต่กระทบเรื่องเวลาเดินทาง, ความพร้อมของห้องประชุมย่อย, ความสะดวกในการเดินกลับหลังมื้อค่ำ และความรู้สึกโดยรวมของผู้ร่วมทริป ถ้าเป้าหมายคือรางวัลหรือการรับรอง partner สำคัญ โรงแรมจึงมักเป็นจุดที่ไม่ควรกดงบจนเสียประสบการณ์

งานเลี้ยง มื้อพิเศษ และกิจกรรมทีม เป็นตัวเร่งงบที่เห็นผลเร็ว

งบทริปองค์กรยุโรปจะต่างจากทัวร์พักผ่อนทั่วไปตรงที่หลายบริษัทต้องการใส่งานเลี้ยง, ช่วงมอบรางวัล, welcome dinner, private dining หรือ team activity เข้าไปด้วย ซึ่งทำให้โครงงบไม่เหมือนแพ็กเกจทัวร์ปกติ

กรณีที่ใส่เพียงมื้อพิเศษ 1 มื้อ งบอาจยังขยับไม่มาก แต่ถ้ามี gala dinner พร้อม AV, ห้องส่วนตัว, ดนตรีสด หรือการตกแต่งตามธีม ต้นทุนจะเปลี่ยนจาก "ทริปท่องเที่ยว" ไปเป็น "ทริปผสมอีเวนต์" ทันที ดังนั้นเวลาขอราคา ควรบอกตั้งแต่ต้นว่าต้องการแค่เลี้ยงปิดทริปแบบเรียบง่าย หรืออยากได้ช่วงมอบรางวัลจริงจังระดับงานบริษัท

บรรยากาศ gala dinner สำหรับกรุ๊ปองค์กรในยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้งบทริปต่อคนเพิ่มขึ้น
บรรยากาศ gala dinner สำหรับกรุ๊ปองค์กรในยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้งบทริปต่อคนเพิ่มขึ้น

ค่าใช้จ่ายคงที่เรื่องวีซ่าและกฎเข้าประเทศต้องเผื่อไว้ตั้งแต่รอบอนุมัติ

สำหรับเส้นทางเชงเก้น European Commission ระบุว่าค่าธรรมเนียมวีซ่าปัจจุบันคือ 90 ยูโรสำหรับผู้ใหญ่, 45 ยูโรสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี และอาจมีค่าบริการศูนย์รับคำร้องเพิ่มอีกตามประเทศ ขณะเดียวกันถ้าโปรแกรมมีสหราชอาณาจักรร่วมด้วย GOV.UK ระบุว่า Standard Visitor visa มีค่าธรรมเนียม 135 ปอนด์ และยื่นได้เร็วสุด 3 เดือนก่อนเดินทาง

ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ก้อนใหญ่ที่สุดของทั้งทริป แต่เป็นต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้และมีผลกับการเตรียมเอกสาร HR โดยตรง จึงควรแยกไว้ในรอบอนุมัติงบ ไม่ควรปล่อยให้ไปรวมแบบกว้าง ๆ ใต้คำว่า "miscellaneous" เพราะจะทำให้การเปรียบเทียบใบเสนอราคาแต่ละเจ้าไม่ตรงกัน

กรณีที่บริษัทมีงบระดับนี้ ควรเลือกประเทศไหนให้ตรงเป้าหมาย?

หลักคิดง่ายที่สุดคืออย่าเริ่มจากประเทศ แต่ให้เริ่มจาก "หน้าที่ของทริป" ก่อน ว่าต้องการรางวัลระดับสูง, สร้างสัมพันธ์กับ dealer, ผสมงานประชุม, หรือให้พนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นทริปที่คุ้มค่าและเดินทางไม่หนักเกินไป

เป้าหมายองค์กรเส้นทางที่เหมาะเหตุผลที่มักเลือก
ทริปรางวัลระดับสูงสวิสแอลป์ส, ปารีส-โกตดาซูร์, ลอนดอน-คอตส์โวลด์สภาพจำแรง เหมาะกับ top performers หรือผู้บริหาร
บาลานซ์งบกับภาพลักษณ์โรม-ทัสคานี, เวียนนา-ปราก, อัมสเตอร์ดัม-บรูจส์เมืองดัง เดินเรื่องง่าย มีทั้งวัฒนธรรมและมื้อพิเศษ
คุมงบแต่ยังมี wow factorอิสตันบูล-คัปปาโดเกีย, บาร์เซโลนา-คอสตาบราวาประสบการณ์ชัด ภาพสวย อาหารและกิจกรรมเด่น
เน้น MICE ผสม leisureมิวนิก-บาวาเรียนแอลป์ส, ปารีส-โกตดาซูร์, เวียนนา-ปรากมีเมืองหลักที่รองรับประชุมและต่อโปรแกรมรางวัลได้

กรณีที่ต้องการ reward trip ที่คนจดจำได้นาน ให้เลือกปลายทางที่ภาพจำชัด

ทริปที่ทำหน้าที่เป็นรางวัลควรเลือกเส้นทางที่ผู้ร่วมทริปรู้สึกถึง "คุณค่าของการได้ไป" ตั้งแต่วินาทีเห็นชื่อจุดหมาย เช่น สวิตเซอร์แลนด์, ปารีส, ซานโตรินี หรือลอนดอน เพราะแบรนด์ของปลายทางช่วยยกระดับความรู้สึกของทริปได้ทันที

นั่นไม่ได้แปลว่าต้องใช้งบสูงสุดเสมอไป แต่หมายถึงต้องเลือกปลายทางที่มีภาพจำชัดและออกแบบวันสำคัญของทริปให้ตรง เช่น วันขึ้นเขา, sunset dinner, private venue หรือมื้อฉลองปิดทริปที่ทำให้ผู้ร่วมเดินทางรู้สึกว่าบริษัทตั้งใจลงทุนกับประสบการณ์นี้จริง

กรณีที่ต้องการบาลานซ์งบกับความเป็นทางการ ให้เลือก route ที่มีเมืองหลักแข็งแรง

อิตาลี, เวียนนา-ปราก หรืออัมสเตอร์ดัม-บรูจส์มักเหมาะกับบริษัทที่ต้องมีทั้งช่วงจริงจังและช่วงผ่อนคลาย เพราะเมืองหลักเหล่านี้รองรับทั้งการประชุมย่อย, การต้อนรับลูกค้า, และกิจกรรมหลังเลิกงานได้ดี

ข้อได้เปรียบของ route กลุ่มนี้คือสามารถวางจังหวะทริปได้สมดุลกว่า เช่น เช้าเป็น site visit หรือสัมมนาเบา ๆ บ่ายต่อ museum, wine cellar หรือ walking experience โดยไม่รู้สึกว่าทุกอย่างถูกเร่งเกินไป

กรณีที่อยากให้กรุ๊ปใหญ่ไปง่ายขึ้น ควรเลี่ยง route ที่ย้ายถี่เกินจำเป็น

สำหรับกรุ๊ปพนักงานจำนวนมาก ความลื่นของโลจิสติกส์สำคัญมากกว่าความพยายามเก็บหลายประเทศในทริปเดียว ยิ่งเปลี่ยนเมืองบ่อย โอกาสเหนื่อยสะสม, เลท, และกระทบช่วงกิจกรรมจะยิ่งมาก

วิธีคิดที่ใช้งานได้จริงคือเลือกเมืองหลัก 1-2 จุดที่มีเรื่องเล่าแข็งแรง แล้วค่อยใส่เมืองรองที่เชื่อมง่ายเข้าไป แทนที่จะพยายามเก็บทุกไฮไลต์ในหนึ่งรอบจนงบและเวลาเดินทางบานปลาย

คอลลาจบรรยากาศประสบการณ์ทริปองค์กรยุโรป เช่น เวทีมอบรางวัล มื้อพิเศษ และการเดินชมเมืองพร้อมทีม
คอลลาจบรรยากาศประสบการณ์ทริปองค์กรยุโรป เช่น เวทีมอบรางวัล มื้อพิเศษ และการเดินชมเมืองพร้อมทีม

HR ควรกันงบเผื่ออะไรบ้างก่อนขออนุมัติ?

กรณีที่อยากให้การขออนุมัติง่ายและไม่ต้องกลับมาแก้งบกลางทาง ควรแยกงบเป็น 3 ชั้นตั้งแต่แรกคือ งบฐานของโปรแกรม, งบคงที่ที่เลี่ยงไม่ได้, และงบเผื่อสำหรับสิ่งที่องค์กรอาจเปลี่ยนใจเพิ่มในภายหลัง

งบฐานของโปรแกรมควรถามให้ชัดว่า "รวมอะไรแล้วบ้าง"

ก่อนเปรียบเทียบใบเสนอราคา ควรถามให้ชัดว่าแพ็กเกจนั้นรวมอะไรแล้ว เช่น โรงแรมระดับใด, มื้ออาหารกี่มื้อ, ค่ารถ, หัวหน้าทัวร์, ค่าประกันเดินทาง, ค่าเข้าชม, และภาษีท้องถิ่นบางส่วนหรือไม่ เพราะคำว่า "ราคาเริ่มต้น" ของแต่ละเจ้าอาจไม่ได้รวมเหมือนกัน

วิธีที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนคือขอให้ทุกเจ้าเสนอในโครงเดียวกัน เช่น 6 วัน 5 คืน, โรงแรมระดับใกล้กัน, จำนวนมื้อพิเศษเท่ากัน, และระบุชัดว่ามีหรือไม่มี gala dinner แล้วจึงค่อยเทียบงบต่อคน

งบคงที่ที่ควรแยกต่างหาก คือวีซ่า ประกัน และค่าเอกสาร

รายการที่ควรแยกออกมาให้เห็นชัดคือค่าธรรมเนียมวีซ่า, ประกันเดินทาง, ค่าบริการศูนย์รับคำร้องหรือค่าดำเนินการ, และค่าใช้จ่ายเอกสารอื่นที่ขึ้นกับประเทศ จุดนี้สำคัญมากเมื่อบริษัทกำลังชั่งใจระหว่างเส้นทางเชงเก้นกับลอนดอน เพราะโครงค่าใช้จ่ายเอกสารจะไม่เหมือนกัน

หากต้องการทำ benchmark ภายในองค์กร ให้บันทึกต้นทุนคงที่ต่อคนแยกจากต้นทุนท่องเที่ยวเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้รอบต่อไปเปรียบเทียบทริปยุโรปกับญี่ปุ่น, เกาหลี หรือเวียดนามได้ตรงขึ้น ไม่ปะปนระหว่างงบเดินทางกับงบเอกสาร

งบเผื่อควรมีไว้สำหรับการอัปเกรดที่เกิดขึ้นบ่อยจริง

สิ่งที่มักถูกเพิ่มทีหลังคือห้องดีขึ้น, มื้อ private dining, รถคันเสริม, early check-in, gift set, ของรางวัลบนเวที, ช่างภาพ, หรือเวลาห้องประชุมเพิ่มจากครึ่งวันเป็นเต็มวัน รายการเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นสิ่งที่องค์กรหลายแห่งตัดสินใจเพิ่มเมื่อเริ่มเห็นภาพทริปชัดขึ้น

กรณีที่ต้องการคุมงานให้ลื่น ควรกันงบเผื่อเชิงบริหารไว้ต่างหากเล็กน้อย แทนการบีบทุกอย่างให้อยู่ในงบฐานจนไม่มีพื้นที่ขยับเลย วิธีนี้ทำให้คนอนุมัติเห็นภาพว่าอะไรคือ "ต้องมี" และอะไรคือ "อยากเพิ่มถ้างบถึง"

ใช้ internal links เพื่อเทียบปลายทางก่อนสรุปใบเสนอราคา

กรณีที่กำลังอยู่ช่วงตั้งงบเบื้องต้น แนะนำให้เปิดดู หน้าโปรแกรมยุโรปทั้งหมด, โปรแกรมสวิตเซอร์แลนด์ 6 วัน, โปรแกรมอิสตันบูล-คัปปาโดเกีย 6 วัน และ หน้ารวมบทความ ควบคู่กัน จะช่วยให้ทีมเห็นว่าความต่างของงบมาจากประสบการณ์และโครง route จริง ไม่ได้มีเพียงตัวเลขหน้า quote

สรุปแล้ว งบทริปองค์กรยุโรปต่อคนควรตั้งต้นที่ 135,000-175,000 บาทสำหรับทริป 6-7 วัน แล้วค่อยปรับขึ้นลงตามเป้าหมายองค์กรและระดับประสบการณ์ที่ต้องการ ถ้าต้องเลือกเร็ว ให้เริ่มจากจุดประสงค์ของทริปก่อน แล้วค่อยจับคู่กับ route ที่ตอบโจทย์มากที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้ทั้งงบ, โปรแกรม และความคาดหวังของผู้บริหารเดินไปในทิศทางเดียวกัน

เช็กลิสต์ก่อนขอราคา / ขออนุมัติ

  • จำนวนวันและประเทศที่ต้องการ
  • headcount ขั้นต่ำ/สูงสุด
  • ระดับโรงแรมและ room type
  • ตั๋วเครื่องบินรวม baggage และ seat policy หรือไม่
  • รถโค้ช/รถส่วนตัวและ overtime
  • มื้อพิเศษ gala dinner หรือ award night
  • วีซ่า ประกัน และค่าธรรมเนียมสถานทูต
  • งบต่อหัวที่ต้องรวม tax/service charge แล้ว

แหล่งอ้างอิง

  1. European Commission: Applying for a Schengen visa
  2. European Commission: Schengen visa fee increased as of 11 June 2024
  3. GOV.UK: Visit the UK as a Standard Visitor

คำถามที่พบบ่อย

ทริปองค์กรยุโรปควรตั้งงบต่อคนขั้นต่ำเท่าไร?

กรณีที่อิงจากเส้นทางจริงของเว็บนี้ งบเริ่มต้นที่ใช้งานได้จริงอยู่ราว 135,000 บาทต่อคนสำหรับทริป 6 วันในเส้นทางที่คุมต้นทุนได้ง่ายกว่า เช่น ตุรกีหรือสเปน

ทำไมทริป 6 วันบางเส้นทางแพงกว่าทริป 7 วัน?

เพราะงบไม่ได้ขึ้นกับจำนวนวันอย่างเดียว แต่ขึ้นกับประเทศ, ระดับโรงแรม, โลจิสติกส์, มื้อพิเศษ และองค์ประกอบ MICE ที่ใส่เข้าไปด้วย

กรณีที่เลือกเส้นทางลอนดอน ต้องเผื่องบเอกสารต่างจากเชงเก้นไหม?

ควรเผื่อแยก เพราะสหราชอาณาจักรใช้กฎเข้าประเทศคนละระบบกับเชงเก้น และมีค่าธรรมเนียมวีซ่าตามเกณฑ์ของ GOV.UK แยกต่างหาก

กรณีที่บริษัทต้องการคุมงบ แต่ยังอยากให้ทริปดูพรีเมียม ควรเริ่มดูประเทศไหน?

มักเริ่มจากอิสตันบูล-คัปปาโดเกียหรือบาร์เซโลนา-คอสตาบราวาได้ก่อน เพราะยังให้ภาพจำชัดและใส่มื้อหรือกิจกรรมพิเศษได้โดยไม่ดันงบไปสูงสุดของยุโรปตะวันตก

สนใจจัดทริป?

ปรึกษาทีมงานฟรี

สอบถาม / จองแพ็คเกจ
Line: @bens
LINE QR

สแกน QR หรือคลิกปุ่มด้านล่าง

โทรสอบถามได้ที่
065-459-5565