Incentive Europe
ภาพปกบทความงบทริปองค์กรยุโรปต่อคน

ทริปองค์กรยุโรปงบเท่าไรต่อคน

23 มิถุนายน 2569 3 นาทีอ่านคู่มือจัดทริปองค์กร

ถ้าถามแบบตอบสั้นที่สุด งบทริปองค์กรยุโรปสำหรับบริษัทไทยวันนี้มักอยู่ราว 135,000-175,000 บาทต่อคน สำหรับโปรแกรม 6-7 วันตามเส้นทางจริงที่ใช้ขายบนเว็บนี้ โดยช่วงล่างจะอยู่ในกลุ่มตุรกีหรือสเปน ส่วนช่วงบนจะขยับไปที่สวิตเซอร์แลนด์และสหราชอาณาจักรซึ่งค่าที่พัก, โลจิสติกส์ และค่าเข้าประสบการณ์พรีเมียมสูงกว่าอย่างชัดเจน

ตัวเลขนี้ควรใช้เป็น "งบตั้งต้นเพื่อคุยในองค์กร" มากกว่าจะมองเป็นราคาตายตัว เพราะงบจริงยังขึ้นกับฤดูกาล, เมืองที่เลือก, จำนวนคืน, ระดับโรงแรม, รูปแบบมื้อพิเศษ และงาน MICE ที่ใส่เพิ่มเข้าไป เช่น gala dinner หรือห้องประชุมครึ่งวันถึงเต็มวัน หากต้องใช้วีซ่าเชงเก้นด้วย European Commission ระบุว่าค่าธรรมเนียมวีซ่าผู้ใหญ่ปัจจุบันอยู่ที่ 90 ยูโร และอาจมีค่าบริการศูนย์รับคำร้องเพิ่มอีกตามประเทศ

งบทริปองค์กรยุโรปต่อคนอยู่ช่วงไหน?

ถ้าอิงจาก 10 โปรแกรมยุโรปของ BENS ช่วงงบที่ใช้อ้างอิงได้จริงคือ 135,000-175,000 บาทต่อคน สำหรับทริป 6-7 วัน โดยต่างกันตามประเทศและระดับประสบการณ์ที่ใส่ในโปรแกรม ไม่ใช่แค่จำนวนวันอย่างเดียว

เส้นทางวันราคาเริ่มต้นต่อคนเหมาะกับบริษัทแบบไหน
อิสตันบูล-คัปปาโดเกีย6135,000 บาทอยากได้ภาพจำแรง คุมงบได้ง่าย
บาร์เซโลนา-คอสตาบราวา6150,000 บาทชอบอาหาร งานเลี้ยง และบรรยากาศชายฝั่ง
โรม-ทัสคานี7155,000 บาทเน้นวัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมทีม
เวียนนา-ปราก7155,000 บาทอยากได้เมืองสวย มี venue คลาสสิก
เอเธนส์-ซานโตรินี6155,000 บาทใช้เป็น reward trip หรือ dealer trip
อัมสเตอร์ดัม-บรูจส์7160,000 บาทต้องการเมืองเดินง่าย พิพิธภัณฑ์ และคลองมรดกโลก
ปารีส-โกตดาซูร์7165,000 บาทเหมาะกับทริปรางวัลหรือผู้บริหาร
มิวนิก-บาวาเรียนแอลป์ส6165,000 บาทอยากได้บาลานซ์เมือง งานทีม และธรรมชาติ
ลอนดอน-คอตส์โวลด์ส7170,000 บาทเน้นภาพลักษณ์องค์กรและโปรแกรมพรีเมียม
สวิสแอลป์ส6175,000 บาทงบสูง เน้น wow factor และวิวระดับ flagship

งบช่วง 135,000-150,000 บาทต่อคน เหมาะกับเส้นทางที่คุมต้นทุนง่ายกว่า

ช่วงนี้มักเหมาะกับองค์กรที่อยากได้ยุโรปเป็นรางวัลที่ดูมีระดับ แต่ยังต้องคุมงบให้ชัดตั้งแต่ต้น เช่น ตุรกีหรือสเปน ซึ่งยังให้ภาพจำด้านสถาปัตยกรรม, อาหาร, และกิจกรรมกลุ่มได้ดี โดยไม่ดันต้นทุนต่อคนขึ้นเร็วเท่ากลุ่มสวิตเซอร์แลนด์หรือสหราชอาณาจักร

ในเชิงปฏิบัติ เส้นทางระดับนี้มักเหมาะกับกรุ๊ปที่ต้องการ 1 ประเทศหลักหรือ 1 ประเทศกับเมืองรองไม่กี่จุด เพื่อให้ค่ารถ, ค่าขนกระเป๋า, และเวลาการย้ายเมืองยังอยู่ในระดับควบคุมได้ ถ้าบริษัทมีผู้ร่วมเดินทางจำนวนมาก งบช่วงนี้ยังเปิดทางให้ใส่มื้อพิเศษหรือกิจกรรมทีมได้โดยไม่กระโดดข้ามเพดานเร็วเกินไป

งบช่วง 155,000-165,000 บาทต่อคน คือ sweet spot ของทริปองค์กรยุโรป

ช่วงกลางนี้มักเป็นงบที่องค์กรไทยใช้บ่อยที่สุด เพราะเริ่มเข้าถึงเส้นทางยอดนิยมอย่างอิตาลี, ออสเตรีย-เช็ก, เนเธอร์แลนด์-เบลเยียม หรือฝรั่งเศสได้ โดยยังรักษาสมดุลระหว่างประสบการณ์, ภาพลักษณ์, และความเป็นไปได้ในการขออนุมัติ

ข้อดีของระดับงบนี้คือบริษัทสามารถเลือกเส้นทางที่ "มีเรื่องเล่า" มากขึ้น เช่น เมืองประวัติศาสตร์, มื้อไวน์หรือ fine dining, กิจกรรมสร้างสัมพันธ์ในเมืองเก่า, และห้องประชุมหรือ private venue ที่ดูจริงจังพอสำหรับงานองค์กร ทำให้เหมาะกับทั้ง incentive trip, dealer trip และ study trip ที่ต้องมีบางช่วงของงานเป็นทางการ

งบช่วง 170,000-175,000 บาทต่อคน เหมาะกับทริประดับผู้บริหารหรือ top performers

ถ้าบริษัทต้องการภาพจำแบบ flagship route งบจะขยับขึ้นไปที่ลอนดอนหรือสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งมีค่าที่พักและการเข้าถึงประสบการณ์พรีเมียมสูงกว่าเมืองยุโรปตอนใต้หลายแห่งอย่างเห็นได้ชัด

เส้นทางกลุ่มนี้เหมาะเมื่อเป้าหมายไม่ใช่แค่พาทีมไปเที่ยว แต่ต้องการให้ทริปทำหน้าที่เป็นรางวัลระดับสูง, สร้างความภูมิใจภายในองค์กร, หรือใช้รับรอง dealer และ partner สำคัญที่บริษัทต้องการลงทุนกับประสบการณ์โดยตรง

คอลลาจสถานที่ยอดนิยมของทริปองค์กรยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ปารีส และคัปปาโดเกีย
คอลลาจสถานที่ยอดนิยมของทริปองค์กรยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ปารีส และคัปปาโดเกีย

อะไรทำให้งบทริปยุโรปต่อคนต่างกันมาก?

ปัจจัยหลักมี 4 กลุ่มคือเส้นทางและจำนวนเมือง, ระดับที่พักและมื้ออาหาร, องค์ประกอบ MICE ที่ใส่เพิ่ม, และค่าใช้จ่ายคงที่ด้านเอกสารเดินทาง การดูเฉพาะจำนวนวันอย่างเดียวจึงมักทำให้งบคลาดเคลื่อน

จำนวนประเทศและความซับซ้อนของ route มีผลกับรถ เวลา และทีมหน้างาน

ทริปที่อยู่เมืองเดียวทั้งทริปหรือย้ายไม่กี่ครั้งมักควบคุมงบง่ายกว่าทริปหลายประเทศ เพราะต้นทุนไม่ได้เพิ่มแค่ระยะทาง แต่เพิ่มทั้งเวลารถ, คนขับตามกฎหมายท้องถิ่น, การจัดการกระเป๋า, และเวลาที่เสียระหว่างการเดินทาง

ตัวอย่างเช่น เส้นทางปารีส-โกตดาซูร์หรืออัมสเตอร์ดัม-บรูจส์แม้ดูเป็น 2 เมืองหลัก แต่แต่ละจุดมีธรรมชาติของการย้ายเมืองต่างกัน บาง route ใช้รถโค้ชได้คล่อง บาง route ต้องมี rail segment หรือ flight ภายในเพิ่ม ซึ่งส่งผลกับงบต่อคนทันที โดยเฉพาะเมื่อกรุ๊ปมีสัมภาระงานอีเวนต์หรือของรางวัลร่วมทาง

ระดับโรงแรมและทำเลในเมืองหลักคือค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุดก้อนหนึ่ง

ยุโรปเป็นปลายทางที่ทำเลส่งผลกับงบมากกว่าในเอเชียบางประเทศ โรงแรม 4-5 ดาวในใจกลางปารีส, ลอนดอน หรือซูริคอาจทำให้งบรวมขยับขึ้นมาก แม้จำนวนคืนจะเท่ากับเมืองอื่นก็ตาม

ในมุมองค์กร การเลือกที่พักไม่ได้เป็นแค่เรื่องความสวย แต่กระทบเรื่องเวลาเดินทาง, ความพร้อมของห้องประชุมย่อย, ความสะดวกในการเดินกลับหลังมื้อค่ำ และความรู้สึกโดยรวมของผู้ร่วมทริป ถ้าเป้าหมายคือรางวัลหรือการรับรอง partner สำคัญ โรงแรมจึงมักเป็นจุดที่ไม่ควรกดงบจนเสียประสบการณ์

งานเลี้ยง มื้อพิเศษ และกิจกรรมทีม เป็นตัวเร่งงบที่เห็นผลเร็ว

งบทริปองค์กรยุโรปจะต่างจากทัวร์พักผ่อนทั่วไปตรงที่หลายบริษัทต้องการใส่งานเลี้ยง, ช่วงมอบรางวัล, welcome dinner, private dining หรือ team activity เข้าไปด้วย ซึ่งทำให้โครงงบไม่เหมือนแพ็กเกจทัวร์ปกติ

ถ้าใส่เพียงมื้อพิเศษ 1 มื้อ งบอาจยังขยับไม่มาก แต่ถ้ามี gala dinner พร้อม AV, ห้องส่วนตัว, ดนตรีสด หรือการตกแต่งตามธีม ต้นทุนจะเปลี่ยนจาก "ทริปท่องเที่ยว" ไปเป็น "ทริปผสมอีเวนต์" ทันที ดังนั้นเวลาขอราคา ควรบอกตั้งแต่ต้นว่าต้องการแค่เลี้ยงปิดทริปแบบเรียบง่าย หรืออยากได้ช่วงมอบรางวัลจริงจังระดับงานบริษัท

บรรยากาศ gala dinner สำหรับกรุ๊ปองค์กรในยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้งบทริปต่อคนเพิ่มขึ้น
บรรยากาศ gala dinner สำหรับกรุ๊ปองค์กรในยุโรปซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้งบทริปต่อคนเพิ่มขึ้น

ค่าใช้จ่ายคงที่เรื่องวีซ่าและกฎเข้าประเทศต้องเผื่อไว้ตั้งแต่รอบอนุมัติ

สำหรับเส้นทางเชงเก้น European Commission ระบุว่าค่าธรรมเนียมวีซ่าปัจจุบันคือ 90 ยูโรสำหรับผู้ใหญ่, 45 ยูโรสำหรับเด็กอายุ 6-12 ปี และอาจมีค่าบริการศูนย์รับคำร้องเพิ่มอีกตามประเทศ ขณะเดียวกันถ้าโปรแกรมมีสหราชอาณาจักรร่วมด้วย GOV.UK ระบุว่า Standard Visitor visa มีค่าธรรมเนียม 135 ปอนด์ และยื่นได้เร็วสุด 3 เดือนก่อนเดินทาง

ค่าใช้จ่ายกลุ่มนี้อาจไม่ใช่ก้อนใหญ่ที่สุดของทั้งทริป แต่เป็นต้นทุนที่เลี่ยงไม่ได้และมีผลกับการเตรียมเอกสาร HR โดยตรง จึงควรแยกไว้ในรอบอนุมัติงบ ไม่ควรปล่อยให้ไปรวมแบบกว้าง ๆ ใต้คำว่า "miscellaneous" เพราะจะทำให้การเปรียบเทียบใบเสนอราคาแต่ละเจ้าไม่ตรงกัน

ถ้าบริษัทมีงบระดับนี้ ควรเลือกประเทศไหนให้ตรงเป้าหมาย?

หลักคิดง่ายที่สุดคืออย่าเริ่มจากประเทศ แต่ให้เริ่มจาก "หน้าที่ของทริป" ก่อน ว่าต้องการรางวัลระดับสูง, สร้างสัมพันธ์กับ dealer, ผสมงานประชุม, หรือให้พนักงานส่วนใหญ่รู้สึกว่าเป็นทริปที่คุ้มค่าและเดินทางไม่หนักเกินไป

เป้าหมายองค์กรเส้นทางที่เหมาะเหตุผลที่มักเลือก
ทริปรางวัลระดับสูงสวิสแอลป์ส, ปารีส-โกตดาซูร์, ลอนดอน-คอตส์โวลด์สภาพจำแรง เหมาะกับ top performers หรือผู้บริหาร
บาลานซ์งบกับภาพลักษณ์โรม-ทัสคานี, เวียนนา-ปราก, อัมสเตอร์ดัม-บรูจส์เมืองดัง เดินเรื่องง่าย มีทั้งวัฒนธรรมและมื้อพิเศษ
คุมงบแต่ยังมี wow factorอิสตันบูล-คัปปาโดเกีย, บาร์เซโลนา-คอสตาบราวาประสบการณ์ชัด ภาพสวย อาหารและกิจกรรมเด่น
เน้น MICE ผสม leisureมิวนิก-บาวาเรียนแอลป์ส, ปารีส-โกตดาซูร์, เวียนนา-ปรากมีเมืองหลักที่รองรับประชุมและต่อโปรแกรมรางวัลได้

ถ้าต้องการ reward trip ที่คนจดจำได้นาน ให้เลือกปลายทางที่ภาพจำชัด

ทริปที่ทำหน้าที่เป็นรางวัลควรเลือกเส้นทางที่ผู้ร่วมทริปรู้สึกถึง "คุณค่าของการได้ไป" ตั้งแต่วินาทีเห็นชื่อจุดหมาย เช่น สวิตเซอร์แลนด์, ปารีส, ซานโตรินี หรือลอนดอน เพราะแบรนด์ของปลายทางช่วยยกระดับความรู้สึกของทริปได้ทันที

นั่นไม่ได้แปลว่าต้องใช้งบสูงสุดเสมอไป แต่หมายถึงต้องเลือกปลายทางที่มีภาพจำชัดและออกแบบวันสำคัญของทริปให้ตรง เช่น วันขึ้นเขา, sunset dinner, private venue หรือมื้อฉลองปิดทริปที่ทำให้ผู้ร่วมเดินทางรู้สึกว่าบริษัทตั้งใจลงทุนกับประสบการณ์นี้จริง

ถ้าต้องการบาลานซ์งบกับความเป็นทางการ ให้เลือก route ที่มีเมืองหลักแข็งแรง

อิตาลี, เวียนนา-ปราก หรืออัมสเตอร์ดัม-บรูจส์มักเหมาะกับบริษัทที่ต้องมีทั้งช่วงจริงจังและช่วงผ่อนคลาย เพราะเมืองหลักเหล่านี้รองรับทั้งการประชุมย่อย, การต้อนรับลูกค้า, และกิจกรรมหลังเลิกงานได้ดี

ข้อได้เปรียบของ route กลุ่มนี้คือสามารถวางจังหวะทริปได้สมดุลกว่า เช่น เช้าเป็น site visit หรือสัมมนาเบา ๆ บ่ายต่อ museum, wine cellar หรือ walking experience โดยไม่รู้สึกว่าทุกอย่างถูกเร่งเกินไป

ถ้าอยากให้กรุ๊ปใหญ่ไปง่ายขึ้น ควรเลี่ยง route ที่ย้ายถี่เกินจำเป็น

สำหรับกรุ๊ปพนักงานจำนวนมาก ความลื่นของโลจิสติกส์สำคัญมากกว่าความพยายามเก็บหลายประเทศในทริปเดียว ยิ่งเปลี่ยนเมืองบ่อย โอกาสเหนื่อยสะสม, เลท, และกระทบช่วงกิจกรรมจะยิ่งมาก

วิธีคิดที่ใช้งานได้จริงคือเลือกเมืองหลัก 1-2 จุดที่มีเรื่องเล่าแข็งแรง แล้วค่อยใส่เมืองรองที่เชื่อมง่ายเข้าไป แทนที่จะพยายามเก็บทุกไฮไลต์ในหนึ่งรอบจนงบและเวลาเดินทางบานปลาย

คอลลาจบรรยากาศประสบการณ์ทริปองค์กรยุโรป เช่น เวทีมอบรางวัล มื้อพิเศษ และการเดินชมเมืองพร้อมทีม
คอลลาจบรรยากาศประสบการณ์ทริปองค์กรยุโรป เช่น เวทีมอบรางวัล มื้อพิเศษ และการเดินชมเมืองพร้อมทีม

HR ควรกันงบเผื่ออะไรบ้างก่อนขออนุมัติ?

ถ้าอยากให้การขออนุมัติง่ายและไม่ต้องกลับมาแก้งบกลางทาง ควรแยกงบเป็น 3 ชั้นตั้งแต่แรกคือ งบฐานของโปรแกรม, งบคงที่ที่เลี่ยงไม่ได้, และงบเผื่อสำหรับสิ่งที่องค์กรอาจเปลี่ยนใจเพิ่มในภายหลัง

งบฐานของโปรแกรมควรถามให้ชัดว่า "รวมอะไรแล้วบ้าง"

ก่อนเปรียบเทียบใบเสนอราคา ควรถามให้ชัดว่าแพ็กเกจนั้นรวมอะไรแล้ว เช่น โรงแรมระดับใด, มื้ออาหารกี่มื้อ, ค่ารถ, หัวหน้าทัวร์, ค่าประกันเดินทาง, ค่าเข้าชม, และภาษีท้องถิ่นบางส่วนหรือไม่ เพราะคำว่า "ราคาเริ่มต้น" ของแต่ละเจ้าอาจไม่ได้รวมเหมือนกัน

วิธีที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนคือขอให้ทุกเจ้าเสนอในโครงเดียวกัน เช่น 6 วัน 5 คืน, โรงแรมระดับใกล้กัน, จำนวนมื้อพิเศษเท่ากัน, และระบุชัดว่ามีหรือไม่มี gala dinner แล้วจึงค่อยเทียบงบต่อคน

งบคงที่ที่ควรแยกต่างหาก คือวีซ่า ประกัน และค่าเอกสาร

รายการที่ควรแยกออกมาให้เห็นชัดคือค่าธรรมเนียมวีซ่า, ประกันเดินทาง, ค่าบริการศูนย์รับคำร้องหรือค่าดำเนินการ, และค่าใช้จ่ายเอกสารอื่นที่ขึ้นกับประเทศ จุดนี้สำคัญมากเมื่อบริษัทกำลังชั่งใจระหว่างเส้นทางเชงเก้นกับลอนดอน เพราะโครงค่าใช้จ่ายเอกสารจะไม่เหมือนกัน

หากต้องการทำ benchmark ภายในองค์กร ให้บันทึกต้นทุนคงที่ต่อคนแยกจากต้นทุนท่องเที่ยวเสมอ วิธีนี้จะช่วยให้รอบต่อไปเปรียบเทียบทริปยุโรปกับญี่ปุ่น, เกาหลี หรือเวียดนามได้ตรงขึ้น ไม่ปะปนระหว่างงบเดินทางกับงบเอกสาร

งบเผื่อควรมีไว้สำหรับการอัปเกรดที่เกิดขึ้นบ่อยจริง

สิ่งที่มักถูกเพิ่มทีหลังคือห้องดีขึ้น, มื้อ private dining, รถคันเสริม, early check-in, gift set, ของรางวัลบนเวที, ช่างภาพ, หรือเวลาห้องประชุมเพิ่มจากครึ่งวันเป็นเต็มวัน รายการเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นสิ่งที่องค์กรหลายแห่งตัดสินใจเพิ่มเมื่อเริ่มเห็นภาพทริปชัดขึ้น

ถ้าต้องการคุมงานให้ลื่น ควรกันงบเผื่อเชิงบริหารไว้ต่างหากเล็กน้อย แทนการบีบทุกอย่างให้อยู่ในงบฐานจนไม่มีพื้นที่ขยับเลย วิธีนี้ทำให้คนอนุมัติเห็นภาพว่าอะไรคือ "ต้องมี" และอะไรคือ "อยากเพิ่มถ้างบถึง"

ใช้ internal links เพื่อเทียบปลายทางก่อนสรุปใบเสนอราคา

ถ้ากำลังอยู่ช่วงตั้งงบเบื้องต้น แนะนำให้เปิดดู หน้าโปรแกรมยุโรปทั้งหมด, โปรแกรมสวิตเซอร์แลนด์ 6 วัน, โปรแกรมอิสตันบูล-คัปปาโดเกีย 6 วัน และ หน้ารวมบทความ ควบคู่กัน จะช่วยให้ทีมเห็นว่าความต่างของงบมาจากประสบการณ์และโครง route จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขหน้า quote

สรุปแล้ว งบทริปองค์กรยุโรปต่อคนควรตั้งต้นที่ 135,000-175,000 บาทสำหรับทริป 6-7 วัน แล้วค่อยปรับขึ้นลงตามเป้าหมายองค์กรและระดับประสบการณ์ที่ต้องการ ถ้าต้องเลือกเร็ว ให้เริ่มจากจุดประสงค์ของทริปก่อน แล้วค่อยจับคู่กับ route ที่ตอบโจทย์มากที่สุด วิธีนี้จะช่วยให้ทั้งงบ, โปรแกรม และความคาดหวังของผู้บริหารเดินไปในทิศทางเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง

  1. European Commission: Applying for a Schengen visa
  2. European Commission: Schengen visa fee increased as of 11 June 2024
  3. GOV.UK: Visit the UK as a Standard Visitor

คำถามที่พบบ่อย

ทริปองค์กรยุโรปควรตั้งงบต่อคนขั้นต่ำเท่าไร?

ถ้าอิงจากเส้นทางจริงของเว็บนี้ งบเริ่มต้นที่ใช้งานได้จริงอยู่ราว 135,000 บาทต่อคนสำหรับทริป 6 วันในเส้นทางที่คุมต้นทุนได้ง่ายกว่า เช่น ตุรกีหรือสเปน

ทำไมทริป 6 วันบางเส้นทางแพงกว่าทริป 7 วัน?

เพราะงบไม่ได้ขึ้นกับจำนวนวันอย่างเดียว แต่ขึ้นกับประเทศ, ระดับโรงแรม, โลจิสติกส์, มื้อพิเศษ และองค์ประกอบ MICE ที่ใส่เข้าไปด้วย

ถ้าเลือกเส้นทางลอนดอน ต้องเผื่องบเอกสารต่างจากเชงเก้นไหม?

ควรเผื่อแยก เพราะสหราชอาณาจักรใช้กฎเข้าประเทศคนละระบบกับเชงเก้น และมีค่าธรรมเนียมวีซ่าตามเกณฑ์ของ GOV.UK แยกต่างหาก

ถ้าบริษัทต้องการคุมงบ แต่ยังอยากให้ทริปดูพรีเมียม ควรเริ่มดูประเทศไหน?

มักเริ่มจากอิสตันบูล-คัปปาโดเกียหรือบาร์เซโลนา-คอสตาบราวาได้ก่อน เพราะยังให้ภาพจำชัดและใส่มื้อหรือกิจกรรมพิเศษได้โดยไม่ดันงบไปสูงสุดของยุโรปตะวันตก

สนใจจัดทริป?

ปรึกษาทีมงานฟรี

สอบถาม / จองแพ็คเกจ
Line: @bens
LINE QR

สแกน QR หรือคลิกปุ่มด้านล่าง

โทรสอบถามได้ที่
065-459-5565