
ขอวีซ่าเชงเก้น ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไร เตรียม Statement ยังไง
ช่วงใกล้จะถึงวันหยุดยาวหรือมีแพลนพาครอบครัวไปยุโรป เชื่อว่าคำถามแรก ๆ ที่หลายคนสงสัยเมื่อเตรียมเอกสารยื่นขอวีซ่าคือ ต้องมีเงินในบัญชีธนาคารเท่าไรถึงจะผ่าน บางคนกังวลว่ายอดเงินในบัญชีไม่ถึงหลักแสนบาทแล้วจะโดนสถานทูตปฏิเสธ หรือกำลังคิดว่าควรจะหาเงินก้อนใหญ่มาโอนเข้าบัญชีก่อนยื่นดีไหมเพื่อความสบายใจ ในความเป็นจริงแล้ว วีซ่าเชงเก้นไม่มียอดเงินตายตัวเพียงยอดเดียวที่รับประกันว่าจะทำให้ผ่านแน่นอนเสมอไป เพราะเจ้าหน้าที่สถานทูตจะพิจารณาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งเรื่องประเทศที่รับคำร้อง จำนวนวันที่วางแผนเดินทาง วัตถุประสงค์ของทริปนั้นๆ รวมถึงแผนการเดินทาง ที่พัก และตั๋วเดินทางกลับ
ถ้าลองถามตัวเองตั้งแต่แรกว่าทริปนี้จะเดินทางไปทั้งหมดกี่วัน และจะพักที่ไหนบ้าง ก็จะช่วยให้ประเมินได้ดีขึ้นว่าเราควรมีเงินในบัญชีเพื่อซัพพอร์ตตัวเองเท่าไร ลองมาดูวิธีคำนวณยอดเงินแบบคร่าว ๆ ที่สถานทูตมองว่าสมเหตุสมผล พร้อมกับเทคนิคในการเตรียมรายการเดินบัญชีธนาคารหรือ Statement เพื่อให้บัญชีของเราดูมีความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสให้การยื่นขอวีซ่าเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด
ขอวีซ่าเชงเก้นควรมีเงินขั้นต่ำในบัญชีเท่าไร เพื่อยื่นให้ผ่าน
ถึงแม้คนไทยหลายคนจะเคยวางแผนเตรียมเงินแบบคร่าว ๆ ไว้ที่ 50,000 - 100,000 บาท หรือคิดเผื่อไว้ประมาณ 100 ยูโรต่อวัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มประเทศเชงเก้นทั้งหมดไม่ได้กำหนดตัวเลขกลางที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเป๊ะ ๆ ตามกฎระเบียบของวีซ่า ผู้พิจารณาจะประเมินเงินยังชีพตามประเทศที่รับคำร้องเป็นหลัก หากผู้ยื่นขอวีซ่ามีเงินเพียงพอสำหรับครอบคลุมค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ ค่าที่พัก ค่าอาหาร และมีหลักฐานที่แสดงอย่างชัดเจนว่าจะเดินทางกลับประเทศไทยแน่นอน โอกาสที่จะยื่นวีซ่าผ่านก็จะมีสูงขึ้นมาก
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องประเมินค่าครองชีพของประเทศหลักที่เราจะเดินทางไป ซึ่งผู้สมัครต้องยื่นขอวีซ่ากับประเทศที่เป็นปลายทางหลัก หรือในกรณีที่เดินทางไปเที่ยวหลายประเทศและใช้เวลาพักเท่า ๆ กัน ก็ให้ยื่นคำร้องกับประเทศแรกที่เดินทางเข้าไปถึง ตามข้อมูลจาก European Commission อ่านเงื่อนไขค่าธรรมเนียมและการเตรียมตัวเพิ่มเติมได้ที่ วีซ่าเชงเก้น เงินในบัญชี เท่าไร
ยอดเงินควรสัมพันธ์กับจำนวนวันเดินทาง
เงินยังชีพที่ผู้เดินทางจะต้องเตรียมนั้นควรจะสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนวันและประเทศปลายทางที่จะไป ยิ่งถ้าเราเดินทางไปอยู่นานหลายวัน ยอดเงินก็ควรจะถูกบวกเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเพื่อให้ครอบคลุมวันพักผ่อน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่สถานทูตยังดูองค์ประกอบอื่น ๆ โดยมักจะอ้างอิงกับราคาที่พักและค่าอาหารทั่วไปในประเทศนั้น ๆ ด้วย
สมมติว่าคุณมีแพลนจะไปพักกับครอบครัว หรือมีเพื่อนเป็นคนออกเอกสารรับรองที่พักให้ ยอดเงินที่จำเป็นต้องใช้ต่อวันก็จะลดน้อยลงไปพอสมควร แต่ถ้าต้องจองโรงแรมเองทุกคืน จำนวนเงินก็ต้องมากพอที่จะครอบคลุมค่าโรงแรมเหล่านั้นด้วย ข้อแนะนำง่าย ๆ ในการเริ่มต้นเตรียมความพร้อมคือ ลองนำจำนวนวันเดินทางทั้งหมดมาคูณกับค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อวันของประเทศปลายทางหลัก ก็จะได้ตัวเลขยอดเงินตั้งต้นที่ควรมีในบัญชีธนาคาร
ตัวอย่างยอดเงินของประเทศฝรั่งเศสและนอร์เวย์
เพื่อให้เห็นภาพการคำนวณที่ชัดเจนขึ้น ลองดูเกณฑ์อ้างอิงของสองประเทศยอดฮิต แต่เน้นย้ำอีกครั้งว่าตัวเลขเหล่านี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับการยื่นวีซ่าของประเทศนั้น ๆ เท่านั้น ไม่ใช่กฎระเบียบกลางที่จะใช้เหมารวมกับประเทศอื่นในเขตเชงเก้นได้
สำหรับประเทศฝรั่งเศส ตามข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ France-Visas ได้ระบุเอาไว้ว่าหากผู้ยื่นมีหลักฐานการจองโรงแรมเรียบร้อยแล้ว ต้องมีเงินอย่างน้อย 65 ยูโรต่อวัน หากยังไม่มีหลักฐานการจองโรงแรมจะต้องมี 120 ยูโรต่อวัน และถ้าหากไปพักอาศัยกับบุคคลที่พร้อมจะออกเอกสารรับรองที่พักให้ ก็จะลดหลั่นลงมาเหลือ 32.50 ยูโรต่อวัน
ส่วนทางฝั่งประเทศนอร์เวย์ ข้อมูลการอัปเดตจาก UDI เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2026 ระบุว่า หากคุณมีแพลนพักกับครอบครัว เพื่อน หรือเป็นที่พักที่จ่ายเงินล่วงหน้าไปแล้ว เกณฑ์อ้างอิงจะอยู่ที่ 300 โครนนอร์เวย์ต่อวัน ถ้ายื่นเอกสารโดยที่ยังไม่มีหลักฐานที่พักแบบครบถ้วน จะต้องมีเงิน 1,300 โครนนอร์เวย์ต่อวัน และสำหรับกรณีที่เดินทางด้วยกันหลายคน จะใช้เกณฑ์ประเมินที่อย่างน้อย 1,000 โครนนอร์เวย์ต่อคนต่อวัน
วิธีเตรียม Statement และการเดินบัญชีย้อนหลัง
เวลาที่ต้องเตรียม Statement หรือรายการเดินบัญชีธนาคาร หลายคนชอบคิดว่ายอดเงินคงเหลือตรงส่วนปลายทางยิ่งเยอะ ๆ ก็ยิ่งดูน่าจะปลอดภัยที่สุด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เจ้าหน้าที่สถานทูตต้องการที่จะเห็นถึงความสม่ำเสมอของรายได้ที่เข้ามาในบัญชี และดูรายการเดินบัญชีย้อนหลังไป 3 เดือน แหล่งที่มาของเงินในบัญชีนั้นจะต้องมีความชัดเจน สามารถอธิบายและมีเอกสารยืนยันได้ว่าเงินจำนวนนี้มาจากที่ไหน เช่น เป็นเงินเดือนจากการทำงานประจำ เป็นรายได้จากธุรกิจส่วนตัวที่ทำอยู่ หรือเป็นเงินเก็บที่ค่อย ๆ สะสมมาอย่างยาวนาน
ปกติแล้วเอกสารทางการเงินที่ต้องใช้ประกอบการพิจารณาก็มักจะรวมถึงหลักฐานการรับเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน และหนังสือรับรองการทำงานที่ระบุรายละเอียดแสดงตำแหน่ง เงินเดือน ระยะเวลาที่ทำงาน และจำนวนวันที่ได้รับอนุมัติให้ลางาน ซึ่งข้อมูลในจดหมายรับรองที่ออกโดยบริษัทเหล่านี้ จะต้องมีความสอดคล้องกันกับรายการเดินบัญชีที่คุณยื่นไปด้วย บริการยื่นวีซ่ายุโรป
เดินบัญชีอย่างเป็นธรรมชาติ
สถานทูตทุกประเทศจะทำการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเอกสารอย่างละเอียด หากรายการเดินบัญชีของคุณดูมีความผิดธรรมชาติ หรือไม่สามารถอธิบายที่มาของเงินได้อย่างชัดเจน แม้ว่ายอดเงินสุดท้ายในบัญชีจะดูสูงมาก ก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงที่จะโดนปฏิเสธวีซ่าได้เหมือนกัน เพราะตามระเบียบของ Visa Code การพิจารณาจะดูความสมเหตุสมผลและความน่าเชื่อถือของคำให้การของผู้สมัครประกอบกันด้วย
ถ้าคุณไปในฐานะที่เป็นพนักงานประจำซึ่งมีเงินเดือนโอนเข้าทุกเดือนผ่านระบบธนาคาร ก็แนะนำให้ยื่นบัญชีเงินเดือนนั้นไปเลย เพราะมันคือหลักฐานที่ดีที่สุดในการแสดงความมั่นคงและโชว์ที่มาของรายได้ ส่วนถ้าทำธุรกิจส่วนตัว ก็ควรนำเสนอหลักฐานที่แสดงให้เห็นรายได้เข้าบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ทาง France-Visas FAQ แนะนำเอาไว้เลยว่าเอกสารการเงินจะต้องสามารถบอกที่มาของแหล่งเงินได้ ไม่ใช่เพียงแค่โชว์ยอดคงเหลือสวย ๆ เท่านั้น
ข้อควรระวังเรื่องการโอนเงินก้อนใหญ่
สิ่งสำคัญมากที่หลายคนอาจจะพลาดไปอย่างน่าเสียดายคือ ห้ามโอนเงินก้อนใหญ่เข้ามาในบัญชีก่อนที่จะไปยื่นขอวีซ่าเชงเก้นเด็ดขาด เพราะเจ้าหน้าที่อาจตีความว่ามันคือการโอนทรัพย์สินจากบุคคลที่สามเข้ามาเพื่อจุดประสงค์ในการขอยื่นวีซ่าเพียงอย่างเดียว อย่างในหน้าเว็บไซต์ของ สถานทูตเยอรมนี กรุงเทพฯ ก็ได้ระบุเอาไว้ชัดเจนว่า รายการเดินบัญชีที่ยื่นจะต้องทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าเงินในบัญชีไม่ได้ถูกโอนมาเพื่อใช้ในการขอยื่นวีซ่าเท่านั้น
แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ต้องมีเงินก้อนใหญ่เข้ามาในบัญชีจริง ๆ อย่างเช่นเพิ่งขายทรัพย์สินบางอย่างได้ หรือเป็นช่วงที่ได้รับโบนัสก้อนโตประจำปี ให้คุณเตรียมเอกสารหลักฐานที่สามารถยืนยันที่มาของเงินก้อนนั้น แนบไปพร้อมกับคำร้องขอวีซ่าด้วยเสมอ เพื่อเป็นการทำให้ผู้พิจารณาคำร้องมั่นใจว่าเงินก้อนนั้นเป็นของคุณจริง ๆ และไม่ได้มาจากการหยิบยืมใครมาเพื่อโชว์ในบัญชีแค่ชั่วคราว หากเตรียมตัวพร้อมแล้วสามารถเลือกดูโปรแกรมเที่ยวยุโรปที่สนใจได้เลย
พาทีมไปเที่ยวยุโรป ใช้เอกสารการเงินของบริษัทแทนได้
สำหรับทริปที่เดินทางกันแบบกลุ่มองค์กรหรือตั้งใจจะไปติดต่องาน และทางบริษัทผู้เป็นนายจ้าง หรือทางผู้เชิญ เป็นผู้ที่จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมดให้ คุณสามารถที่จะใช้เอกสารทางด้านการเงินของบริษัทเพื่อช่วยรองรับค่าใช้จ่ายได้ ยกตัวอย่างเช่นเงื่อนไขจากสถานทูตเยอรมนี กรุงเทพฯ ระบุว่าต้องยื่นรายการเดินบัญชีของบริษัทย้อนหลัง 3 เดือน หรือใช้หนังสือรับรองค่าใช้จ่ายอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้เชิญในเยอรมนี
การมีเอกสารรับรองแบบนี้จะช่วยลดความกังวลและลดภาระในการเตรียมยอดเงินส่วนตัวของพนักงานลงไปได้มาก อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางแต่ละคนก็ยังอาจจะต้องเตรียมหลักฐานที่แสดงความผูกพันในไทย และมีเอกสารรายได้ของตนเองประกอบการยื่นวีซ่าไปด้วย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการพิจารณาของสถานทูตแต่ละประเทศ เพราะสถานทูตก็ยังคงต้องการดูความน่าเชื่อถือของตัวผู้เดินทางเองด้วยเช่นกัน อ่านต่อ: ยื่นวีซ่าเชงเก้นแบบกรุ๊ปองค์กร Workflow ทั้งทีมตั้งแต่รวบเอกสารถึงรับเล่มคืน และ อ่านต่อ: กฎ 90/180 เชงเก้น นับยังไงสำหรับทีมที่เดินทางยุโรปบ่อย
คำถามที่พบบ่อย
ไปยุโรปควรมีเงินในบัญชีเท่าไหร่
ยอดเงินจะขึ้นอยู่กับจำนวนวันและประเทศปลายทาง โดยคนไทยมักจะวางแผนเตรียมเงินคร่าว ๆ ไว้ที่ 50,000 - 100,000 บาท หรือคิดเผื่อไว้ประมาณ 100 ยูโรต่อวัน แต่ทางที่ดีควรคำนวณจากค่าครองชีพต่อวันของประเทศที่ไป และต้องมีเงินเพียงพอครอบคลุมค่าตั๋วกับที่พักด้วย
วีซ่าฝรั่งเศส ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่
ถ้ามีหลักฐานจองโรงแรมเรียบร้อยแล้ว ต้องมีเงินอย่างน้อย 65 ยูโรต่อวัน หากยังไม่มีหลักฐานจองโรงแรมจะต้องเตรียม 120 ยูโรต่อวัน แต่ถ้าพักกับคนรู้จักที่พร้อมออกเอกสารรับรองที่พักให้ ยอดจะลดลงเหลือ 32.50 ยูโรต่อวัน
การขอวีซ่านอร์เวย์ ต้องมีเงินในบัญชีเท่าไหร่
หากพักกับคนรู้จักหรือที่พักจ่ายเงินไปแล้ว ต้องมี 300 โครนนอร์เวย์ต่อวัน แต่ถ้ายังไม่มีหลักฐานที่พักจะต้องเตรียม 1,300 โครนนอร์เวย์ต่อวัน ส่วนคนที่เดินทางด้วยกันหลายคนจะใช้เกณฑ์คนละ 1,000 โครนนอร์เวย์ต่อวัน
ยื่นวีซ่าเชงเก้นต้องใช้ Statement ย้อนหลังกี่เดือน
สถานทูตส่วนใหญ่จะต้องการดูรายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อตรวจสอบความสม่ำเสมอของรายได้ และผู้สมัครจะต้องสามารถอธิบายแหล่งที่มาของเงินได้อย่างชัดเจน
โอนเงินก้อนใหญ่เข้าบัญชีก่อนยื่นวีซ่าได้ไหม
ไม่แนะนำให้ทำเด็ดขาด เพราะสถานทูตอาจมองว่าเป็นการโอนทรัพย์สินมาเพื่อจุดประสงค์ในการขอยื่นวีซ่าเท่านั้น บัญชีควรมีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องรับเงินก้อนจริง ๆ ต้องมีเอกสารยืนยันที่มาของเงินแนบไปด้วย